สมัยโบราณมนุษย์รู้จักการนับด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น นับเศษไม้ ก้อนหิน ลูกปัด การใช้นิ้วมือ การขีดเป็นรอย ชาวจีนคิดประดิษฐ์เครื่องมือนับเรียกว่า “ลูกคิด” (Abacus) โดยได้แนวคิดจากการเอาลูกปัดร้อยเก็บเป็นพวงในสมัยโบราณ จึงนับได้ว่าลูกคิดเป็นเครื่องมือนับที่มนุษย์คิดขึ้นเป็นสิ่งแรกของโลกเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช และยังคงเป็นที่นิยมใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกคิดคำนวณของเด็ก ๆ ที่ฉลาด ครูได้นำเอาลูกคิดมาใช้ช่วยในการฝึกคิดให้กับเด็กและได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง
ลูกคิด
ความพยายามที่จะผลิตเครื่องมือนับเพื่อช่วยผ่อนแรงสมองที่จะต้องคิดคำนวณจำนวนเลขต่าง ๆ มีอยู่ตลอดเวลา จากเครื่องที่ใช้มือ มาใช้เครื่องจักร ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งมีวิวัฒนาการตามลำดับดังนี้ค.ศ. 1617 : จอห์น เนเปียร์ (John Nepier) ชาวสก็อต ประดิษฐ์เครื่องคิดเลข “เนเปียร์ส โบนส์” (Nepier’s Bones)ค.ศ. 1632 : วิลเลี่ยม ออตเทรด (William Oughtred) ประดิษฐ์ไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rules) เพื่อใช้ในทางดาราศาสตร์ ถือเป็น คอมพิวเตอร์อนาลอก เครื่องแรกของโลก
Adding Machine ของ ปาสคาล
ค.ศ. 1642 : เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal: 1623 - 1662) ชาวฝรั่งเศส ประดิษฐ์เครื่องบวกเลขแบบมีเฟืองหมุนคือมีฟันเฟือง 8 ตัว เมื่อเฟืองตัวหนึ่งนับครบ 10 เฟืองตัวติดกันทางซ้ายจะขยับไปอีกหนึ่งตำแหน่ง ซึ่งหลักการนี้เป็นรากฐานของการพัฒนาเครื่องคำนวณ และถือว่า เครื่องบวกเลข (Adding Machine) ของปาสคาลเป็น เครื่องบวกเลขเครื่องแรกของโลก
ค.ศ. 1673 : กอตฟริต ฟอน ไลบนิซ (Gottfried von Leibniz : 1646 - 1716) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ ชาวเยอรมัน ออกแบบเครื่องคิดเลขแบบใช้เฟืองทดเพื่อทำการคูณด้วยวิธีการบวกซ้ำ ๆ กัน ไลบนิซเป็นผู้ค้นพบจำนวนเลขฐานสอง (Binary Number) ซึ่งประกอบด้วยเลข 0 และ 1 เป็นระบบเลขที่เหมาะในการคำนวณ เครื่องคิดเลขที่ไลบนิซสร้างขึ้น เรียกว่า Leibniz Wheel สามารถ บวก ลบ คูณ หาร ได้
ค.ศ. 1804 : โจเซฟ มารี แจคการ์ด (Joseph Marie Jacquard : 1752 - 1834) ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้คิดประดิษฐ์ Jacquard’s Loom เป็นเครื่องทอผ้าที่ควบคุมการทอผ้าลายสีต่าง ๆ ด้วยบัตรเจาะรู (Punched – card) จึงเป็นแนวคิดในการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched – card machine) สำหรับเจาะบัตรที่ควบคุมการทอผ้าขึ้น และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้โปรแกรมสั่งให้เครื่องทำงานเป็นเครื่องแรก
ค.ศ. 1822 : ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage: 1792 - 1871) ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ มีแนวความคิดสร้างเครื่องหาผลต่าง เรียกว่า Difference Engine โดยได้รับความช่วยเหลือจากราชสมาคม (Royal Astronomical Society) ของรัฐบาลอังกฤษ สร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1832
Charles Babbage
จากนั้นในปี ค.ศ. 1833 ชาร์ลส์ แบบเบจ ได้คิดสร้างเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) ซึ่งแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนควบคุม และส่วนคำนวณ โดยออกแบบให้ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำเป็นตัวหมุนเฟือง และนำบัตรเจาะรูมาใช้ในการบันทึกข้อมูล สามารถคำนวณได้โดยอัตโนมัติและเก็บผลลัพธ์ไว้ในหน่วยความจำก่อนแสดงผล ซึ่งจะเป็นบัตรเจาะรูหรือพิมพ์ออกทางกระดาษ แต่ความคิดของแบบเบจ ไม่สามารถประสบผลสำเร็จเนื่องจากเทคโนโลยีในสมัยนั้นไม่เอื้ออำนวย แบบเบจเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1871 ลูกชายของแบบเบจคือ Henry Prevost Babbage ดำเนินการสร้างต่อมาอีกหลายปีและสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1910
หลักการของแบบเบจ ถูกนำมาใช้ในการสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน แบบเบจจึงได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งคอมพิวเตอร์
เลดี้ เอดา ออกัสตา ลัฟเลซ (Lady Ada Augusta Lovelace) นักคณิตศาสตร์ผู้ร่วมงานของแบบเบจ เป็นผู้ที่เข้าใจในผลงานและแนวความคิดของแบบเบจ จึงได้เขียนบทความอธิบายเทคนิคของการเขียนโปรแกรม วิธีการใช้เครื่องเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เป็นครั้งแรก ทำให้เกิดความเข้าใจในผลงานของแบบเบจได้ดีขึ้น Ada จึงได้รับการยกย่องให้เป็น นักโปรแกรมคนแรกของโลก
1850 : ยอร์ช บูล (George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้สร้างแนวคิดเกี่ยวกับระบบพีชคณิตแบบใหม่ เรียกว่า Boolean Algebra เพื่อใช้หาข้อเท็จจริงจากเหตุผลต่าง ๆ และแต่งตำราเรื่อง “The Laws of Thoughts” ว่าด้วยเรื่องของการใช้เครื่องหมาย AND, OR, NOT ซึ่งเป็นรากฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับการพัฒนาทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สวิตช์ปิดหรือเปิด การไหลของกระแสไฟฟ้า ไหลหรือไม่ไหล ตัวเลขจำนวนบวกหรือลบ เป็นต้น โดยที่ผลลัพธ์ที่ได้จากพีชคณิตจะมีเพียง 2 สถานะคือ จริงหรือเท็จเท่านั้น ซึ่งอาจจะแทนจริงด้วย 1 และแทนเท็จด้วย 0
วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ชนิดของคอมพิวเตอร์
พัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอดีตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้หลอดสุญญากาศขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และอายุการใช้งานต่ำ เปลี่ยนมาใช้ทรานซิสเตอร์ที่ทำจากชินซิลิกอนเล็ก ๆ ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ และผลิตได้จำนวนมาก ราคาถูก ต่อมาสามารถสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนหลายแสนตัวบรรจุบนชิ้นซิลิกอนเล็ก ๆ เป็นวงจรรวมที่เรียกว่า ไมโครชิป (microchip) และใช้ไมโครชิปเป็นชิ้นส่วนหลักที่ประกอบอยู่ในคอมพิวเตอร์ ทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง
ไมโครชิปที่มีขนาดเล็กนี้สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ เช่น ทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูล ทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก หรือทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ไมโครโพรเซสเซอร์ หมายถึงหน่วยงานหลักในการคิดคำนวณ การบวกลบคูณหาร การเปรียบเทียบ การดำเนินการทางตรรกะ ตลอดจนการสั่งการเคลื่อนข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หน่วยประมวลผลกลางนี้เรียกอีกอย่างว่า ซีพียู (Central Processing Unit : CPU)
การพัฒนาไมโครชิปที่ทำหน้าที่เป็นไมโครโพรเซสเซอร์มีการกระทำอย่างต่อเนื่องทำให้มีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเกิดขึ้นเสมอ จึงเป็นการยากที่จะจำแนกชนิดของคอมพิวเตอร์ออกมาอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอาจมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามพอจะจำแนกชนิดคอมพิวเตอร์ตามสภาพการทำงานของระบบเทคโนโลยีที่ประกอบอยู่และสภาพการใช้งานได้ดังนี้
ไมโครคอมพิวเตอร์ (micro computer) สถานีงานวิศวกรรม (engineering workstation) มินิคอมพิวเตอร์ (mini computer) เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (super computer)
ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)
ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางคนเห็นว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนบุคคล หรือเรียกว่า พีซี (Personal Computer : PC) สามารถใช้เป็นเครื่องต่อเชื่อมในเครือข่าย หรือใช้เป็นเครื่องปลายทาง (terminal) ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์รับและแสดงผลสำหรับป้อนข้อมูลและดูผลลัพธ์ โดยดำเนินการการประมวลผลบนเครื่องอื่นในเครือข่าย
อาจจะกล่าวได้ว่าไมโครคอมพิวเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลกลางเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ ใช้งานง่าย ทำงานในลักษณะส่วนบุคคลได้ สามารถแบ่งแยกไมโครคอมพิวเตอร์ตามขนาดของเครื่องได้ดังนี้
ไมโครชิปที่มีขนาดเล็กนี้สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ เช่น ทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูล ทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก หรือทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ไมโครโพรเซสเซอร์ หมายถึงหน่วยงานหลักในการคิดคำนวณ การบวกลบคูณหาร การเปรียบเทียบ การดำเนินการทางตรรกะ ตลอดจนการสั่งการเคลื่อนข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หน่วยประมวลผลกลางนี้เรียกอีกอย่างว่า ซีพียู (Central Processing Unit : CPU)
การพัฒนาไมโครชิปที่ทำหน้าที่เป็นไมโครโพรเซสเซอร์มีการกระทำอย่างต่อเนื่องทำให้มีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเกิดขึ้นเสมอ จึงเป็นการยากที่จะจำแนกชนิดของคอมพิวเตอร์ออกมาอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอาจมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามพอจะจำแนกชนิดคอมพิวเตอร์ตามสภาพการทำงานของระบบเทคโนโลยีที่ประกอบอยู่และสภาพการใช้งานได้ดังนี้
ไมโครคอมพิวเตอร์ (micro computer) สถานีงานวิศวกรรม (engineering workstation) มินิคอมพิวเตอร์ (mini computer) เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (super computer)
ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)
ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางคนเห็นว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนบุคคล หรือเรียกว่า พีซี (Personal Computer : PC) สามารถใช้เป็นเครื่องต่อเชื่อมในเครือข่าย หรือใช้เป็นเครื่องปลายทาง (terminal) ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์รับและแสดงผลสำหรับป้อนข้อมูลและดูผลลัพธ์ โดยดำเนินการการประมวลผลบนเครื่องอื่นในเครือข่าย
อาจจะกล่าวได้ว่าไมโครคอมพิวเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลกลางเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ ใช้งานง่าย ทำงานในลักษณะส่วนบุคคลได้ สามารถแบ่งแยกไมโครคอมพิวเตอร์ตามขนาดของเครื่องได้ดังนี้
ความหมายคอมพิวเตอร์
ความหมายคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ (Computer) เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้รับข้อมูล หรือรับคำสั่ง แล้วนำข้อมูลคำสั่งต่างๆไป เก็บบันทึก ไว้ในหน่วยความจำ และประมวลผลข้อมูลโดยการคำนวณ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลตามคำสั่ง จากนั้นจึงแสดงผลข้อมูลออกมาให้เห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลคำสั่ง และผลที่ได้จากการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บบันทึกไว้ได้อย่างถาวร นำมาใช้หรือปรับปรุงแก้ไขพัฒนาได้อย่างไม่จำกัด Computer มาจากคำว่า Compute ซึ่งแปลว่า คำนวณ ดังนั้นคำว่า Computer จึงแปลตามความหมายของคำได้ว่า "นักคำนวณ" ระบบของคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย หน่วยที่ทำหน้าที่ต่างๆ ได้แก่ 1. หน่วยรับข้อมูล (input) 2. หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit หรือ CPU) 3. หน่วยแสดงผล (output) 4. หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (secondary storage unit) 1 หน่วยรับข้อมูลเข้า(input) ทำหน้าที่รับข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้เครื่องป้อนเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่ง อาจป้อนได้หลายวิธี เช่น บัตรเจาะรู บัตรระบาย สัญญาณจากเทปแม่เหล็ก สัญญาณจากแป้นพิมพ์ (keyboard) เม้าส์ (Mouse) Scanner หรือแม้แต่สัญญาณจากเสียงพูด 2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) ) เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยนำข้อมูลมาจากหน่วยรัยข้อมูลคำสั่ง มาทำการประมวลผลตามคำสั่ง แล้วส่งผลลัพธ์ที่ได้ออกไปที่หน่วยความจำเพื่อส่งต่อไปยังหน่วยแสดงผล หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยส่วนย่อยที่สำคัญ 3 ส่วนคือ หน่วยควบคุม (Contorl Unit) หน่วยคำนวณ และตรรก (Arithmetic and Logic Unit) และหน่วยความจำ (Memory หรือ Storage Unit) หน่วยความจำ หรือหน่วยเก็บข้อมูลหลัก เป็นส่วนที่จะเก็บคำสั่งโปรแกรม และข้อมูลที่ต้องใช้ มีอยู่ 2 ประเภท คือ รอม (ROM : Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำที่สร้างมาพร้อมกับเครื่องโดยจะเก็บคำสั่งเฉพาะงาน และคำสั่งที่ต้องใช้อยู่เป็นประจำเอาไว้ ความจำนี้จะอ่านได้อย่างเดียว ไม่อาจไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และเป็นความจำที่มีอยู่อย่างถาวร แม้จะปิดเครื่องคำสั่งนี้ก็จะไม่หายหรือถูกลบไป แรม (RAM :Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำที่ใช้ในการจดจำข้อมูล และคำสั่งขณะที่เครื่องทำงาน ส่วนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลหรือคำสั่งต่างๆ ได้ตลอดเวลาในขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่ แต่เมื่อปิดเครื่องแล้ว ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้ในส่วนนี้จะหายไป โดยปกติ ขนาดของ RAM จะใช้อ้างถึงขนาดความจำของคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป หน่วยความจำชนิดนี้บางครั้งก็เรียกว่า Read Write Memory หมายความว่า สามารถทั้งอ่าน และบันทึกได้ ขนาดของแรมเรียกเป็น ไบท์(byte) เช่น 64 Kbytes 4 Mbytes1 bytes = 1 ตัวอักษร 64 Kbytes จึงเท่ากับ 64 x 1,024 = 65,536 ตัวอักษร 3 หน่วยแสดงผล (output unit) ทำหน้าที่นำผลลัพธ์ที่ได้ จากหน่วยความจำมาแสดงตามที่ผู้ใช้ต้องการ อุปกรณ์ แสดงผล ได้แก่ จอภาพ Printer Plotter ฯลฯ ซึ่งถือว่าจอภาพ เป็นอุปกรณ์แสดงผลมาตรฐาน อุปกรณ์แสดงผลที่ใช้กันมากอีกอย่างหนึ่งคือ เครื่องพิมพ์ และยังมีอุปกรณ์แสดงผลอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานใด 4 หน่วยความจำสำรอง (secondary storage) หน่วยความจำนี้เปรียบเสมือนสมุดบันทึกสำหรับเก็บโปรแกรม และข้อมูลเพื่อไว้ใช้ในโอกาสต่อไป หน่วยความจำหลักที่กล่าวมาแล้วนั้น มีขีดจำกัดในการเก็บข้อมูล แต่มีข้อดีตรงเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การอ่าน และบันทึกโปรแกรมเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่การใช้คอมพิวเตอร์ ในบางครั้งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากเกินกว่าจะบรรจุไว้ในหน่วยความจำหลักได้ จึงจำเป็นต้องเก็บโปรแกรม และข้อมูลไว้ในหน่วยความจำสำรอง อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำประเภทนี้ ได้แก่ แผ่นบันทึกข้อมูล (diskette) เทปแม่เหล็ก(magnetic tap) ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ตัวเครื่อง เป็นกล่องที่บรรจุหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) disk) ที่ด้านหน้าตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับสอดใส่แผ่นดิสก์ เรียกว่าดิสก์ไดรฟ์ (disk drive) เครื่องโดยทั่วไปจะมีช่องที่ใช้กับแผ่นดิสก์ 1-2 ช่อง ช่องแรกเรียกว่าช่อง A: อีกช่องที่เหลือเรียกว่าช่อง B: บางเครื่องจะมีจานแม่เหล็กที่เก็บข้อมูลได้มากอยู่ในตัวเครื่องเอาไว้เรียบร้อย เรียกว่าฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) หรือช่อง C: เครื่องที่มีฮาร์ดดิสก์อยู่ในตัวจึงสามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ลงในฮาร์ดดิสก์ได้โดยไม่ต้องใช้แผ่น Floppy disk ก็ได้ 2 แป้นพิมพ์ (key board) เป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลเข้าสู่ CPU โดยการกดแป้นพิมพ์ คล้ายกับการพิมพ์ดีด แต่ที่แป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์จะมีปุ่มแป้นพิมพ์สำหรับพิมพ์อักขระต่างๆ และควบคุมการทำงานของระบบ มากกว่าพิมพ์ดีด 3 จอภาพ (Monitor) ทำหน้าที่แสดงผล ให้เห็นได้ทันทีทันใด เป็นอุปกรณ์พื้นฐานหลักที่ขาดไม่ได้ มีอยู่หลายแบบ เช่น จอ monochrome จอ mono VGA จอสี เช่น CGA EGA โปรแกรมต่างๆ ที่นำมาใช้ จะสามารถใช้ได้หรือไม่ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของจอภาพด้วย หากจอภาพไม่ตรงกับที่โปรแกรมกำหนดก็ไม่สามารถใช้ได้ ประเภทของคอมพิวเตอร์ จำแนกตามขนาดของเครื่อง 1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (super computer) มีขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง และมีความสลับซับซ้อน 2. เมนเฟรม (mainframe) เป็นขนาดรองลงมา มีแผงควบคุมและอุปกรณ์อื่นๆ สนับสนุน เช่น เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก และมีสายเคเบิลต่อถึงกัน ปัจจุบันมีใช้อยู่ในประเทศไทยหลายแห่ง เช่น ตามธนาคารต่างๆ 3. มินิคอมพิวเตอร์ (mini computer) เป็นขนาดรองลงมาจากเมนเฟรม มีใช้กันตามหน่วยงานขนาดกลาง 4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (micro computer) หรืออาจเรียกว่า home computer ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบตั้งโต๊ะ และแบบกระเป๋าหิ้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Solftware) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึงชุดคำสั่งที่ ผู้เขียนโปรแกรม(Programer) เขียนขึ้นเพื่อป้อนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง โปรแกรมคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1 โปรแกรมระบบปฎิบัติการ (Operating System Program) เป็นโปรแกรมสำหรับจัดระบบให้เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ให้สภาพที่พร้อมจะใช้งาน หรือใช้โปรแกรมประยุกต์ต่างๆได้ โปรแกรมระบบปฏิบัติการที่ใช้กันมาก มีอยู่ 2 โปรแกรม คือ โปรแกรม DOS (Disk Operating System) และโปรแกรม WINDOWS การใช้งานโปรแกรมต่างๆ บน DOS โดยทั่วไป ผู้ใช้จะต้องป้อนคำสั่งทาง Keyboard โดยพิมพ์ตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ ต่างๆเข้าไป คอมพิวเตอร์จึงจะทำงานได้ ดังนั่นผู้ใช้จำเป็นต้องรู้คำสั่ง และความหมายของคำสั่งต่างๆ ที่จะป้อนเข้าไป ส่วนการใช้งานโปรแกรมต่างๆ บน WINDOWS จะใช้รูปภาพและสัญลักษณ์ เป็นตัวสื่อความหมาย การใช้งาน ผู้ใช้เพียงแต่ เลื่อน Mouse ไปยังตำหแน่งรูปภาพ หรือสัญลักษณ์ที่ต้องการ แล้วกดปุ่มเลือกให้เกิดการทำงานต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องป้อนคำสั่งทาง Keyboard ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ที่สะดวกสบายมาก เด็กหรือผู้อ่านหนังไม่ออกก็สามารถใช้งานได้ 2 โปรแกรมใช้งานหรือโปรแกรมประยุกต์ ( Application Program) เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ให้คอมพิวเตอร์ทำงานในลักษณะต่างๆได้ โปรแกรมประเภทนี้ มีอยู่เป็นจำนวนมาก จำแนกตามลักษณะงานได้ดังนี้ 2.1 โปรแกรมประมวลคำ(Word Processing) ได้แก่โปรแกรมสำหรับการพิมพ์ หนังสือหรือเอกสารต่างๆ เช่น เวิร์ดจุฬา ( CW ) เวิร์ดราชวิถี ( RW ) Microsoft Word Amipro เป็นต้น 2.2 โปรแกรมฐานข้อมูล (Database) ได้แก่โปรแกรมสำหรับจัดการข้อมูล ในลักษณะที่เป็นระเบียนบันทึกรายการจำนวนมากๆ ข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับ วัสดุ ครุภัณฑ์ เช่น โปรแกรม Dbase III Plus Foxbase Foxpro เป็นต้น 2.3 โปรแกรมกระดาษทำการ(Spread Sheet) ได้แก่โปรแกรมสำหรับ บันทึกรายการในลักษณะเป็นตาราง ที่สามารถคำนวณรายการ และโยกย้ายเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น โปรแกรม Lotus Exell เป็นต้น 2.4 โปรแกรมกราฟิค (Graphic) สำหรับการออกแบบ เขียนแบบ เขียนภาพ สร้างภาพต่างๆ เช่น โปรแกรม 3D Corell Draw เป็นต้น
คอมพิวเตอร์ (Computer) เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้รับข้อมูล หรือรับคำสั่ง แล้วนำข้อมูลคำสั่งต่างๆไป เก็บบันทึก ไว้ในหน่วยความจำ และประมวลผลข้อมูลโดยการคำนวณ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลตามคำสั่ง จากนั้นจึงแสดงผลข้อมูลออกมาให้เห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลคำสั่ง และผลที่ได้จากการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บบันทึกไว้ได้อย่างถาวร นำมาใช้หรือปรับปรุงแก้ไขพัฒนาได้อย่างไม่จำกัด Computer มาจากคำว่า Compute ซึ่งแปลว่า คำนวณ ดังนั้นคำว่า Computer จึงแปลตามความหมายของคำได้ว่า "นักคำนวณ" ระบบของคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย หน่วยที่ทำหน้าที่ต่างๆ ได้แก่ 1. หน่วยรับข้อมูล (input) 2. หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit หรือ CPU) 3. หน่วยแสดงผล (output) 4. หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (secondary storage unit) 1 หน่วยรับข้อมูลเข้า(input) ทำหน้าที่รับข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้เครื่องป้อนเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่ง อาจป้อนได้หลายวิธี เช่น บัตรเจาะรู บัตรระบาย สัญญาณจากเทปแม่เหล็ก สัญญาณจากแป้นพิมพ์ (keyboard) เม้าส์ (Mouse) Scanner หรือแม้แต่สัญญาณจากเสียงพูด 2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) ) เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยนำข้อมูลมาจากหน่วยรัยข้อมูลคำสั่ง มาทำการประมวลผลตามคำสั่ง แล้วส่งผลลัพธ์ที่ได้ออกไปที่หน่วยความจำเพื่อส่งต่อไปยังหน่วยแสดงผล หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยส่วนย่อยที่สำคัญ 3 ส่วนคือ หน่วยควบคุม (Contorl Unit) หน่วยคำนวณ และตรรก (Arithmetic and Logic Unit) และหน่วยความจำ (Memory หรือ Storage Unit) หน่วยความจำ หรือหน่วยเก็บข้อมูลหลัก เป็นส่วนที่จะเก็บคำสั่งโปรแกรม และข้อมูลที่ต้องใช้ มีอยู่ 2 ประเภท คือ รอม (ROM : Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำที่สร้างมาพร้อมกับเครื่องโดยจะเก็บคำสั่งเฉพาะงาน และคำสั่งที่ต้องใช้อยู่เป็นประจำเอาไว้ ความจำนี้จะอ่านได้อย่างเดียว ไม่อาจไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และเป็นความจำที่มีอยู่อย่างถาวร แม้จะปิดเครื่องคำสั่งนี้ก็จะไม่หายหรือถูกลบไป แรม (RAM :Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำที่ใช้ในการจดจำข้อมูล และคำสั่งขณะที่เครื่องทำงาน ส่วนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลหรือคำสั่งต่างๆ ได้ตลอดเวลาในขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่ แต่เมื่อปิดเครื่องแล้ว ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้ในส่วนนี้จะหายไป โดยปกติ ขนาดของ RAM จะใช้อ้างถึงขนาดความจำของคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป หน่วยความจำชนิดนี้บางครั้งก็เรียกว่า Read Write Memory หมายความว่า สามารถทั้งอ่าน และบันทึกได้ ขนาดของแรมเรียกเป็น ไบท์(byte) เช่น 64 Kbytes 4 Mbytes1 bytes = 1 ตัวอักษร 64 Kbytes จึงเท่ากับ 64 x 1,024 = 65,536 ตัวอักษร 3 หน่วยแสดงผล (output unit) ทำหน้าที่นำผลลัพธ์ที่ได้ จากหน่วยความจำมาแสดงตามที่ผู้ใช้ต้องการ อุปกรณ์ แสดงผล ได้แก่ จอภาพ Printer Plotter ฯลฯ ซึ่งถือว่าจอภาพ เป็นอุปกรณ์แสดงผลมาตรฐาน อุปกรณ์แสดงผลที่ใช้กันมากอีกอย่างหนึ่งคือ เครื่องพิมพ์ และยังมีอุปกรณ์แสดงผลอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานใด 4 หน่วยความจำสำรอง (secondary storage) หน่วยความจำนี้เปรียบเสมือนสมุดบันทึกสำหรับเก็บโปรแกรม และข้อมูลเพื่อไว้ใช้ในโอกาสต่อไป หน่วยความจำหลักที่กล่าวมาแล้วนั้น มีขีดจำกัดในการเก็บข้อมูล แต่มีข้อดีตรงเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การอ่าน และบันทึกโปรแกรมเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่การใช้คอมพิวเตอร์ ในบางครั้งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากเกินกว่าจะบรรจุไว้ในหน่วยความจำหลักได้ จึงจำเป็นต้องเก็บโปรแกรม และข้อมูลไว้ในหน่วยความจำสำรอง อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำประเภทนี้ ได้แก่ แผ่นบันทึกข้อมูล (diskette) เทปแม่เหล็ก(magnetic tap) ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ตัวเครื่อง เป็นกล่องที่บรรจุหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) disk) ที่ด้านหน้าตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับสอดใส่แผ่นดิสก์ เรียกว่าดิสก์ไดรฟ์ (disk drive) เครื่องโดยทั่วไปจะมีช่องที่ใช้กับแผ่นดิสก์ 1-2 ช่อง ช่องแรกเรียกว่าช่อง A: อีกช่องที่เหลือเรียกว่าช่อง B: บางเครื่องจะมีจานแม่เหล็กที่เก็บข้อมูลได้มากอยู่ในตัวเครื่องเอาไว้เรียบร้อย เรียกว่าฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) หรือช่อง C: เครื่องที่มีฮาร์ดดิสก์อยู่ในตัวจึงสามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ลงในฮาร์ดดิสก์ได้โดยไม่ต้องใช้แผ่น Floppy disk ก็ได้ 2 แป้นพิมพ์ (key board) เป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลเข้าสู่ CPU โดยการกดแป้นพิมพ์ คล้ายกับการพิมพ์ดีด แต่ที่แป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์จะมีปุ่มแป้นพิมพ์สำหรับพิมพ์อักขระต่างๆ และควบคุมการทำงานของระบบ มากกว่าพิมพ์ดีด 3 จอภาพ (Monitor) ทำหน้าที่แสดงผล ให้เห็นได้ทันทีทันใด เป็นอุปกรณ์พื้นฐานหลักที่ขาดไม่ได้ มีอยู่หลายแบบ เช่น จอ monochrome จอ mono VGA จอสี เช่น CGA EGA โปรแกรมต่างๆ ที่นำมาใช้ จะสามารถใช้ได้หรือไม่ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของจอภาพด้วย หากจอภาพไม่ตรงกับที่โปรแกรมกำหนดก็ไม่สามารถใช้ได้ ประเภทของคอมพิวเตอร์ จำแนกตามขนาดของเครื่อง 1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (super computer) มีขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง และมีความสลับซับซ้อน 2. เมนเฟรม (mainframe) เป็นขนาดรองลงมา มีแผงควบคุมและอุปกรณ์อื่นๆ สนับสนุน เช่น เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก และมีสายเคเบิลต่อถึงกัน ปัจจุบันมีใช้อยู่ในประเทศไทยหลายแห่ง เช่น ตามธนาคารต่างๆ 3. มินิคอมพิวเตอร์ (mini computer) เป็นขนาดรองลงมาจากเมนเฟรม มีใช้กันตามหน่วยงานขนาดกลาง 4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (micro computer) หรืออาจเรียกว่า home computer ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบตั้งโต๊ะ และแบบกระเป๋าหิ้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Solftware) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึงชุดคำสั่งที่ ผู้เขียนโปรแกรม(Programer) เขียนขึ้นเพื่อป้อนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง โปรแกรมคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1 โปรแกรมระบบปฎิบัติการ (Operating System Program) เป็นโปรแกรมสำหรับจัดระบบให้เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ให้สภาพที่พร้อมจะใช้งาน หรือใช้โปรแกรมประยุกต์ต่างๆได้ โปรแกรมระบบปฏิบัติการที่ใช้กันมาก มีอยู่ 2 โปรแกรม คือ โปรแกรม DOS (Disk Operating System) และโปรแกรม WINDOWS การใช้งานโปรแกรมต่างๆ บน DOS โดยทั่วไป ผู้ใช้จะต้องป้อนคำสั่งทาง Keyboard โดยพิมพ์ตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ ต่างๆเข้าไป คอมพิวเตอร์จึงจะทำงานได้ ดังนั่นผู้ใช้จำเป็นต้องรู้คำสั่ง และความหมายของคำสั่งต่างๆ ที่จะป้อนเข้าไป ส่วนการใช้งานโปรแกรมต่างๆ บน WINDOWS จะใช้รูปภาพและสัญลักษณ์ เป็นตัวสื่อความหมาย การใช้งาน ผู้ใช้เพียงแต่ เลื่อน Mouse ไปยังตำหแน่งรูปภาพ หรือสัญลักษณ์ที่ต้องการ แล้วกดปุ่มเลือกให้เกิดการทำงานต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องป้อนคำสั่งทาง Keyboard ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ที่สะดวกสบายมาก เด็กหรือผู้อ่านหนังไม่ออกก็สามารถใช้งานได้ 2 โปรแกรมใช้งานหรือโปรแกรมประยุกต์ ( Application Program) เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ให้คอมพิวเตอร์ทำงานในลักษณะต่างๆได้ โปรแกรมประเภทนี้ มีอยู่เป็นจำนวนมาก จำแนกตามลักษณะงานได้ดังนี้ 2.1 โปรแกรมประมวลคำ(Word Processing) ได้แก่โปรแกรมสำหรับการพิมพ์ หนังสือหรือเอกสารต่างๆ เช่น เวิร์ดจุฬา ( CW ) เวิร์ดราชวิถี ( RW ) Microsoft Word Amipro เป็นต้น 2.2 โปรแกรมฐานข้อมูล (Database) ได้แก่โปรแกรมสำหรับจัดการข้อมูล ในลักษณะที่เป็นระเบียนบันทึกรายการจำนวนมากๆ ข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับ วัสดุ ครุภัณฑ์ เช่น โปรแกรม Dbase III Plus Foxbase Foxpro เป็นต้น 2.3 โปรแกรมกระดาษทำการ(Spread Sheet) ได้แก่โปรแกรมสำหรับ บันทึกรายการในลักษณะเป็นตาราง ที่สามารถคำนวณรายการ และโยกย้ายเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น โปรแกรม Lotus Exell เป็นต้น 2.4 โปรแกรมกราฟิค (Graphic) สำหรับการออกแบบ เขียนแบบ เขียนภาพ สร้างภาพต่างๆ เช่น โปรแกรม 3D Corell Draw เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)